ใต้ท้องฟ้าสีฟ้าสดใส แสงแดดส่องกระทบผิวทะเลที่เปล่งประกาย ราวกับได้โรยด้วยเม็ดทรายทองคำ คลื่นทะเลกระทบฝั่งเบา ๆ ส่งเสียงที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ทุกอย่างดูสงบเงียบอย่างน่าหลงใหล ในทะเลสวยนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่งดงาม นักล่าของทะเล ชื่อว่า แอสเซลเรีย การมีหางปลาเงินแวววาวของเธอส่องประกายใต้แสงแดด ผมยาวไหลลื่นราวกับไหมสีน้ำเงินเคลื่อนตัวไปตามกระแสน้ำ แอสเซลเรียมักจะว่ายน้ำอย่างสบายใจในอ่าวนี้ ไม่มีความกังวลใจใด ๆ เพื่อดื่มด่ำกับความงามของทะเล
อย่างไรก็ตาม ใต้ผิวน้ำที่เงียบสงบกลับมีวิกฤตซ่อนอยู่ ปราสาทอันยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ในมหาสมุทร ล้อมรอบด้วยแนวปะการังมากมาย นี่คือบ้านของแอสเซลเรีย แต่มันก็เป็นคุกที่เธอต้องอยู่ ปราสาทมีทางเข้าอันถูกจับตามองโดยอมนุษย์ทะเลที่ชั่วร้าย ผู้มีพลังเวทย์เฉพาะตัว ที่บอกว่า เมื่อใครก็ตามที่มีเจตนานั่งใต้แสงดาวและขอพร เมื่อพรนั้นเป็นจริง อมนุษย์ทะเลจะปล่อยเหยื่อของมันไป ดังนั้น แอสเซลเรียจึงมักนั่งมองท้องฟ้ายามค่ำคืน และอธิษฐานหวังว่ามีวันหนึ่งจะมีใครสักคนมาช่วยเธอและพากลับไปยังโลกแห่งอิสรภาพ
ในขณะเดียวกัน ที่หมู่บ้านชายฝั่ง กลับมีอัศวินผู้กล้าหาญ ชื่อว่า อัลคิส เขามีรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามอกแข็งแรง พร้อมทองยาวเปล่งประกายสดใส ราวกับเปลวไฟ อัลคิสมีความรู้สึกมีความยุติธรรมและกล้าหาญ เมื่อไรก็ตามที่มีคนต้องการความช่วยเหลือ เขาย่อมเข้าไปช่วยเสมอ มีตำนานเกี่ยวกับนางเงือกที่เล่าขานในหมู่บ้าน พูดกันว่าเฉพาะผู้กล้าหาญจริง ๆ เท่านั้นที่จะสามารถท้าทายอมนุษย์ทะเลได้ และช่วยปลดปล่อยแอสเซลเรียให้เป็นอิสระ และนั่นทำให้ไฟแห่งความปรารถนาที่จะช่วยนางเงือกลุกโชนในใจอัลคิส
“ฉันต้องไปช่วยนางเงือกคนนั้นให้ได้!” อัลคิสตั้งใจในใจ แม้แต่รอยยิ้มที่มุมปากก็แสดงถึงความแน่วแน่
เขาเตรียมอาวุธไว้ แน่นแฟ้นดาบยาวอันแวววาวในมือ และเดินไปยังชายฝั่ง แสงแดดส่องกระทบแผ่นหลังของเขา ราวกับว่าท้องฟ้ากำลังอวยพรการตัดสินใจของเขา อัลคิสกระโดดลงไปในน้ำทะเลที่เย็นเยือก ว่ายไปทางปราสาทที่มีอมนุษย์ทะเลคอยเฝ้ารักษา น้ำทะเลฟุ้งกระจายไปทั่วตัวเขา ราวกับฟองน้ำเล็กน้อยที่กระเพื่อมตามการเคลื่อนไหวของเขา
เมื่ออัลคิสว่ายไปถึงใกล้ปราสาท ทัศนียภาพใต้ทะเลทำให้เขาตะลึง ปราสาทนั้นสร้างมาจากแนวปะการังหลากสีสันตระการตา เขาฝ่าฟันน้ำไปอย่างระมัดระวัง มองหาทางเข้าสู่ปราสาท ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นอมนุษย์ทะเลตัวใหญ่เฝ้ารออยู่หน้าปราสาท มันมีเกล็ดหนาแน่นทั่วร่าง และฟันที่เหมือนสามารถฉีกทุกอย่างได้ สายตาของมันมืดมิด ทำให้รู้สึกกลัว แต่ความกล้าของอัลคิสทำให้เขาก้าวไปข้างหน้า
“ฉันคืออัลคิส ในชื่อของอัศวิน ฉันมาที่นี่เพื่อช่วยนางเงือก!” เขาตะโกนเสียงดัง ขยายไปในน้ำก้องกังวานทำให้คลื่นทะเลไหวสะเทือน
อมนุษย์ทะเลหันมามอง ด้วยสายตาที่เฉียบคม ใช้เสียงหัวเราะเสียงดังจนสะท้านดั่งฟ้าผ่า “เจ้าคิดว่าสามารถเอาชนะข้าได้หรือ? อัศวินผู้กล้าหาญ เจ้าก็แค่เรื่องตลกเท่านั้นเอง!”
“ฉันไม่กลัวเจ้า!” อัลคิสไม่ยอมถอยหลัง ยกดาบขึ้นสูง ดาบนั้นสะท้อนแสงเงินในแสงแดด “ถ้าฉันเอาชนะเจ้าได้ ก็จะสามารถช่วยนางเงือกนี้ได้!”
“ฮ่าฮ่า เจ้าคิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้น!” อมนุษย์ทะเลพูดด้วยความเย้ยหยัน กระโจนเข้าหาอัลคิส ทำให้เกิดคลื่นน้ำกว่าสูง อัลคิสหลบได้อย่างมีการเคลื่อนไหว แต่สามารถรู้สึกได้ถึงแรงดันน้ำมหาศาลที่ใกล้เข้ามา เขารวบรวมสติ และกลั้นหายใจ ว่ายไปข้างเคียงอมนุษย์ทะเลแล้ว ตรงดาบแทงออกไปอย่างแรง
อมนุษย์ทะเลร้องเสียงดัง เมื่อต้องประสบกับความกล้าหาญของอัลคิส “เจ้าหนุ่ม เจ้าต้องมีดีอยู่บ้าง!” มันพ่นน้ำใส่เขา อัลคิสต้องดิ้นหนีอย่างสุดแรงขณะที่มองหาช่องทางตอบโต้
“ฉันต้องชนะได้!” อัลคิสใช้พลังจากกระแสน้ำ เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดาบของเขารีบพุ่งเข้าใส่เกล็ดของอมนุษย์ทะเลทุกครั้ง เขาใช้เต็มที่ในทุกการโจมตี สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนกลับมาเพราะการปะทะกันระหว่างดาบกับเกล็ด ทำให้แขนของเขารู้สึกชา แต่ความเชื่อมั่นในใจผลักดันให้เขาเดินไปข้างหน้า ความพยายามของเขาทำให้อมนุษย์ทะเลยากจะต้านทาน น้ำทะเลรอบตัวเขาฟูกราวกับเปล่งประกายชัยชนะ
เมื่ออัลคิสใกล้จะหมดความอดทน อมนุษย์ทะเลปรากฏว่ามีจุดอ่อนเล็กน้อย สายลมสีทองพวยพุ่งจากดาบของอัลคิส แทงเข้าไปในหัวใจของมันและทำให้มันร้องเสียงดังจนฟังดูน่าสยดสยอง อัลคิสไม่พลาดโอกาสนั้น จึงรีบโจมตีต่อเนื่อง ดาบของเขาจึงแทงลึกลงไปในร่างของอมนุษย์ทะเล และแล้วน้ำก็กระจายเป็นวงกว้าง น้ำคลื่นสงบลงอย่างรวดเร็ว
อัลคิสหายใจถี่ แต่ในดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยแสงแห่งชัยชนะ เขาว่ายไปยังปราสาท ประตูใหญ่ของปราสาทเปิดออกอย่างเงียบงัน ข้างในถูกตกแต่งด้วยคริสตัลที่สวยงาม สะท้อนกับแสงที่แวววาว อัลคิสกระโดดเข้าสู่ปราสาทอย่างรวดเร็ว
ภายในปราสาทแสงหรี่ต่ำ คละคลุ้งด้วยบรรยากาศลึกลับ อัลคิสเดินไปตามทางแคบได้ยินเสียงที่ห่างไกลอยู่ เสียงนั้นเป็นเสียงเพลงที่ไพเราะ ราวกับดอกไม้แห่งทะเลที่บริสุทธิ์ หัวใจของเขาลอยไปตามโน้ตใกล้เข้ามา จนกระทั่งเขามายืนอยู่หน้าเสาประตูใหญ่ ภายในประตูแกะสลักรูปนางเงือกที่ดึงดูดใจ ทำให้หัวใจของอัลคิสเต้นเร็วขึ้น
เขาค่อย ๆ ดันประตูเปิดและพบว่าข้างในคือพระราชวังคริสตัลที่งดงาม มีบ่อน้ำเปล่งประกายอยู่กลางบ่อน้ำ และในบ่อน้ำ แอสเซลเรียนั่งอยู่บนผิวน้ำ ร้องเพลงที่มีเสน่ห์จนลืมตัว ความงามของเธอทำให้ทุกอย่างรอบตัวน่ารักเหลือเกิน แม้แต่ผิวน้ำก็มีประกายราตรีชัดเจนของเธอ
“นางเงือก!” อัลคิสร้องออกมา ทำให้หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความเคารพ เขาพยายามเรียกให้แอสเซลเรียตื่น แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรเพื่อทำลายความเงียบสงบนี้
แอสเซลเรียได้ยินเสียงเรียกของอัลคิส และกลับมาสู่สติ ดวงตาของเธอส่องประกายสดใส รอยยิ้มของเธอสุกสกาวราวกับดวงดาว ในที่สุดเธอก็เห็นอัศวินผู้กล้าหาญผู้นี้ น้ำตาแห่งความอบอุ่นผุดขึ้นในใจ “คุณมาแล้ว! คุณมาจริง ๆ!” เสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความอบอุ่น
“ฉันเอาชนะอมนุษย์ทะเลได้ มาเพื่อช่วยคุณ!” อัลคิสยืนเผชิญหน้า ประจักษ์ในดวงตาของเขาคือเปลวไฟที่ไม่ยอมแพ้ เขาก้าวเข้ามาใกล้ด้วยเสียงที่มั่นใจ “คุณไม่ใช่เชลยที่นี่อีกแล้ว ฉันจะพาคุณกลับไปยังอาณาจักรแห่งอิสรภาพ”
รอยยิ้มของแอสเซลเรียมีความงดงามยิ่งขึ้น สายใยแห่งความรักลอยไปหาอัลคิส ราวกับว่านี่คือการปลดปล่อยที่เธอรอคอย “ในที่สุดคุณก็มาถึง ฉันรอมานานแสนนาน” เสียงเธอนุ่มนวลดั่งเสียงคลื่น นำความรู้สึกเสียวซ่านไปถึงใจอัลคิส
“เรารีบไปกันเถอะ อมนุษย์ทะเลจะไม่กลับมาอีกแล้ว” อัลคิสตื่นเต้น จับมือแอสเซลเรียและพาเธอวิ่งไปยังประตู น้ำกระเพื่อมอยู่เบื้องหลัง ราวกับฟีนิกซ์พัดโบก แต่เขาไม่กลัวอีกต่อไป เพราะเขารู้สึกว่าเขากำลังจะพานางเงือกเบี่ยงเบนไปยังอิสระ
ทั้งสองมีจิตใจที่เชื่อมโยงถึงกัน ราวกับว่ามีพลังงานบางอย่างที่ยึดเหนี่ยวพวกเขาไว้ด้วยกัน ในบรรยากาศของทำนองที่บรรเลงพวกเขาว่ายน้ำออกจากปราสาท หลุดพ้นจากพันธนาการ
เมื่อไปถึงชายหาดของเมือง คลื่นทะเลที่ซัดเข้ามาที่ตัวพวกเขา ราวกับเป็นการอวยพร พวกเขาหันมามองกันและกัน และในใจของอัลคิสรู้สึกว่าการช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่เพียงแค่ทางกายภาพ แม้แต่จิตวิญญาณของพวกเขาก็หลอมรวมเข้าด้วยกัน ณ เวลาอันนี้
“ขอบคุณนะ อัลคิส ฉันจะขอบคุณคุณตลอดไป” แอสเซลเรียพูดด้วยดวงตาแห่งความสุข
“ฉันยินดีที่จะต่อสู้เพื่อคุณเสมอ” อัลคิสตอบด้วยรอยยิ้ม ความรู้สึกที่พูดไม่ออกในใจของเขา บางครั้ง การพบกันในช่วงเวลาหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้
เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน ท้องฟ้าที่ค่อย ๆ มืดลงเริ่มประดับไปด้วยดาว แอสเซลเรียกับอัลคิสมองออกไปยังมหาสมุทร รู้สึกถึงการชนกันของจิตวิญญาณ สรรพสิ่งที่น่าเจ็บปวดและความยากลำบากต่าง ๆ ก็เปลี่ยนเป็นคลื่นและหายไปไม่เหลืออยู่ ณ ขณะนี้ พวกเขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ต่างคนต่างอยู่เคียงข้างกันก้าวเข้าสู่การเดินทางชีวิตใหม่
หลังจากนั้น วันเวลาผ่านไป ตัวตนของแอสเซลเรียและอัลคิสกลายเป็นตำนานในทะเลนี้ ซึ่งถูกเล่าขานกันในหมู่บ้านชายทะเล กลายเป็นความฝันของเด็ก ๆ ขณะเล่นสนุก
ทุกครั้งที่ค่ำคืนมาถึง เสียงดนตรีเริ่มดังขึ้น นี่คือเสียงกระซิบของทะเล ราวกับเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความกล้าหาญและความรัก พวกเขาเดินทางไปตามชายทะเล สำรวจเส้นทางที่ไม่รู้จัก หาเส้นทางแห่งอุดมคติของมหาสมุทรและจิตใจ จนกระทั่งดาวทุกดวงเห็นความรักของพวกเขา
